เรย์มอนด์ เจ โก๊ด

รย์มอนด์ โก๊ด เกิดที่เมือง เมาท์แอร์รี มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ครอบครัวเขามีบ้านอยู่แนวเชิงเทือกเขาบลูริดจ์ คุณพ่อของเขาเป็นผู้หนึ่งบุกเบิกอาหารจานด่วนในช่วงปี พ.ศ.2500 คุณพ่อของโก๊ดเป็นที่รู้จักกันว่าเปิดให้บริการอาหารเช้าเป็นรายแรกในยุคนั้น ภายหลังโก๊ดได้ออกเดินทางมุ่งสู่ตะวันตก และเริ่มต้นชีวิตการทำงานในเมืองซีแอตเทิลที่ซึ่งอเมริกาได้ถือว่าเป็นประตูสู่ทวีปเอเชีย

Gallery
Gallery
Gallery
Gallery

การศึกษา

รย์มอนด์ โก๊ดสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยบริกแฮมยัง และ มหาวิทยาลัยเวคฟอเรสท์ รุ่นที่ 66 เขาได้รับปริญญานิติศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ชาพเพ็ลฮิลล์ JD ’70 (มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาถูกจัดอันดับอยู่ใน 10 อันดับแรกของคณะนิติศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา)  เขาเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาแห่งนอร์ทแคโรไลนา  สมาชิกเนติบัณฑิตยสภาแห่งรัฐวอชิงตัน และอดีตสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาแห่งอเมริกา (ABA) โดยเขาเป็นสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาบริษัท นอกจากนั้นเขายังทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการสมาคมโรงแรมและโมเต็ลแห่งอเมริกัน ตั้งแต่เขารับผิดชอบงานด้านธุรกิจของเขา เรย์มอนด์ โก๊ด ก็ไม่ได้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายอีก

CLC_Logosheet_Oct2010_web

 


ประวัติด้านบริหาร

รย์มอนด์ โก๊ดเป็นผู้บริหารกลุ่มธุรกิจระดับโลกที่ได้รับการจัดอันดับจาก Fortune 100 พร้อมกับประสพการณ์งานด้านบริหารธุรกิจหลากหลายเป็นเวลามากกว่า 25 ปี โก๊ดได้รับการยอมรับในความเป็นผู้นำ ความคิดสร้างสรร และ วิสัยทัศน์ด้านการบริหารจัดการ การเข้าถือครองและการพัฒนาปรับปรุงเพื่อสำหรับการขายทรัพย์สินด้านโรงแรมชั้นนำมากมาย ประสพการณ์ของโก๊ดรวมถึงการทำงานในบริษัทใหญ่ เช่น บริษัทยูไนเต็ดแอร์ไลน์ (ยูเอแอล) โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเวสติน บริษัทเฮิร์ซ เครือโรงแรมนานาชาติฮิลตัน โรงแรมคามิโน โรงแรมรีล โรงแรมเรซิเดนซ์อินน์ และ โรงแรมรีสอร์ทสตาร์วู๊ด เป็นต้น

ในระหว่างที่โก๊ดได้ปฎิบัติงานที่เครือโรงแรมเวสติน เขาได้เป็นผู้ปฎิบัติงานหลักในธุรกรรมขนาดใหญ่และซับซ้อนเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาของอุตสาหกรรมโรงแรมได้รวมตัวและเติบใหญ่จนกลายเป็นธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ระดับนานาชาติ โก๊ดได้สั่งสมความเชี่ยวชาญที่หลากหลายจากประสพการณ์การบริหารงานจริง ที่ทำให้เขามีวิสัยทัศน์กว้างขวางในการทำงานและการตัดสินใจที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม โก๊ดยังยืนยันว่าอิทธิพลของเครือโรงแรมเวสตินต่อตัวเขาก็คือวัฒนธรรมบริษัทที่ได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพในการบริหารจัดการ นอกจากนั้นยังรวมถึงการสร้างทีมงานจากภายใน ที่ให้กำเนิดคำขวัญว่า “คนเป็นผู้สร้างความแตกต่าง”

Gallery
Gallery
Gallery
Gallery

รองประธาน ที่ ปรึกษาทั่วไปและเลขานุการ
บริษัทโรงแรมเวสติน
เป็นบริษัทในเครือของบริษัทยูเอแอล
2518 – 2533

เป็นเวลากว่าสิบห้าปีที่โรงแรมเวสตินได้จ้างโก๊ดเป็นที่ปรึกษากฎหมายภายใน การทำงานของเขาที่เวลติน บังเอิญเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่บริษัทได้เติบโตเป็นผู้นำด้านธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทมูลค่าพันล้านดอลล่าร์ โก๊ดได้เติบโตจนกระทั่งรับตำแหน่งรองประธานของบริษัท รวมถึงตำแหน่งที่ปรึกษาทั่วไปและเลขานุการอีกด้วย ด้วยฐานะของผู้ปฎิบัติงานของบริษัทเวสติน โก๊ดได้รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับงานทุกๆด้านของธุรกิจบริษัท โดยมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการทำธุรกรมมควบรวมของการร่วมทุนในธุรกิจโรงแรม

จุดไฮไลท์ของอาชีพโก๊ดคือการที่เขามีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวฝ่ายบริหารของบริษัทให้สร้างแบรนด์ของบริษัทที่แตกต่างเพื่อการฉลองครบรอบบริษัท 50 ปี บริษัทเวสตินได้ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2473 โดยใช้ชื่อว่าโรงแรมเวสติน ต่อมาบริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงแรมนานาชาติเวสตินในปี พ.ศ. 2479 แต่การดำเนินธุรกิจต่อเนื่องมาภายใต้ชื่อดังกล่าวได้สร้างความสับสนกับกลุ่มโรงแรมเบสท์เวสเทิร์นอย่างมาก โก๊ดได้ทำงานร่วมกับกลุ่มแลนเดอร์แอสโซสิเอทซ์ โดยได้นำเอางานการเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “โรงแรมและรีสอร์ทเวสติน” และได้สร้างภาพลักษณ์ของบริษัทให้เป็นบริษัทโรงแรมระดับโลก ก่อนหน้านี้แลนเดอร์ได้แนะนำให้เปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็น “วินด์โฮเวอร์” แต่ก็ได้ถูกปฎิเสธไปโดยคณะผู้บริหารของบริษัท

โก๊ดมีความเข้าใจในอุตสาหกรรมการโรงแรมและการดำเนินธุรกรรมที่ซับซ้อนเนื่องมาจากผลการทำงานโดยตรง และเป็นผู้รับผิดชอบงานที่หลากหลายจำนวนมากเพียงผู้เดียวให้กับบริษัทเวสติน งานดังกล่าวรวมถึงการขายทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำ โดยทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เสียก่อน และวิธีการยกเลิกและเปลี่ยนเป็นสัญญาการบริหารระยะยาว รายการธุรกรรมดังกล่าวได้รวมถึงรายการต่อไปนี้

  • ธุรกรรมการขายโรงแรมเวสตินที่แองคอเรจ มูลค่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ในมลรัฐอลาสกา ให้กับชนเผ่าพื้นเมืองของอ่าวบริสตอล ภายใต้บทบัญญัติของอลาสกาเรื่องการอ้างสิทธิ์ที่ดินพื้นเมือง

  • ธุรกรรมการขายโรงแรมมิชิแกนมูลค่า 52 ล้านเหรียญสหรัฐในเมืองเซาท์ฟิลด์ มลรัฐมิชิแกน

  • ธุรกรรมการซื้อและพัฒนาเชอร์รีครีกในเมืองเดนเวอร์ มลรัฐโคโลราโด มูลค่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อเป็นบ้านพักอาศัยให้กับเจ้าหน้าที่ของบริษัทสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์

  • ธุรกรรมการเข้าซื้อโรงแรมเก่าแก่มัวนาคีย์บีชมูลค่า $92 ล้านบนเกาะใหญ่ของฮาวายจากนักพัฒนาลอว์เรนซ์ ร๊อกกี้เฟลเลอร์

  • ธุรกรรมการซื้อที่ดินขนาด 5,200 เอเคอร์ ที่โรงแรมมัวนาคีย์ได้เช่าอยู่ก่อนหน้าจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ริชาร์ดสมาร์ทเอสเตท ทำให้สามารถพัฒนาโรงแรมฮาปูน่าบีช และโรงแรมมัวน่าคีย์บีชในปัจจุบัน ธุรกรรมนี้ได้อาศัยการบริหารจัดการของโก๊ดให้สำเร็จลุล่วงโดยใช้ระยะเวลา 2 ปีในเคมเปญโครงการการเลือกตั้งทั่วไปบนเกาะใหญ่ของหมู่เกาะฮาวาย

  • ธุรกรรมการซื้อธุรกิจร่วมทุนในกลุ่มโรงแรมอลิโซน่า บิลท์มอร์ เมืองฟีนิกซ์ มลรัฐอลิโซน่า

  • ธุรกรรมการขายโรงแรมอิลิไกมูลค่า 71 ล้านเหรียญสหรัฐ บนไวกีกิ โออาฮู เมืองฮอนโนลูลู มลรัฐฮาวาย

  • ธุรกรรมการปรับโครงสร้างหนี้มลูค่า 52 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับคาสเคดลอร์จ ในเมืองสกีรีสอร์ทเวล มลรัฐโคโลราโด ที่สำเร็จได้ด้วยการอำนวยความสะดวกในการเจรจาจากสำนักงานป่าไม้แห่งชาติ เพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับพื้นที่ให้เป็นลิฟท์สำหรับผู้เล่นสกีไปยังฐานของที่พักดังกล่าว

  • การนำเสนอข้อเสนอโครงการให้คณะกรรมการและบอร์ดผู้บริหารของโรงแรมเวสติน เพื่ออนุมัติการจัดซื้อสิทธิ์การใช้ชายฝั่งที่ติดกับโรงแรมเบย์ชอร์ในเมืองแวนคูเวอร์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย มูลค่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ และการเจรจาขอซื้อจากรัฐบาลของเขตบริทิชโคลัมเบียได้ประสพความสำเร็จ โดยที่สิทธิ์ดังกล่าวได้รับการตีมูลค่าสูงถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐโดยบริษัทอาโอกิ คอนสตรัคชั่นสำหรับการรีไฟแนนซ์ในการซื้อโรงแรมเวสติน

  • ธุรกรรมการจัดตั้งหุ้นส่วนเมอริล ลินช์ มหาชนจำกัด ที่มีมูลค่า 350 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ยังคงมีการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์ค ปัจจุบันได้รับการพิจารณาว่าเป็นตัวเร่งปฎิกิริยาสำหรับแนวทางของการระดมทุนเพื่อการจัดหาทรัพย์สินด้านการโรงแรมและการจัดการรวบรวมด้านการเงินของอุตสาหกรรมนี้

  • การช่วยบริษัทยูเอแอล ในการควบซื้อบริษัทฮิลตันอินเตอร์เนชั่นแนล มูลค่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และได้จัดตั้งทีมงานผู้ตรวจสอบ 6 คน เพื่อการเข้าเยี่ยมตรวจสอบทรัพย์สินของฮิลตันทั้งสิ้น 110 แห่งบนพื้นที่ทั้งสิ้น 5 ทวีปทั่วโลก และได้นำสรุปโดยการจัดเตรียมรายงานบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหลังจากการตรวจสอบของทีมงานเสร็จสิ้น ทำให้เกิดการปรับปรุงราคาซื้ออย่างเหมาะสม

  • การช่วยบริษัทยูเอแดล ในการประสานงานการควบซื้อกิจการของบริษัทเฮิร์ทซ ด้วยการดำเนินการบริษัทแม่ด้านการโรงแรมและรีสอร์ทนานาชาติ

  • บอร์ดบริหารของยูเอแอล ได้อนุมัติงบประมาณมูลค่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับความพยายามในการปรับโครงสร้างธุรกิจให้หลากหลาย โดยโครงการได้รวมถึงการสำรวจและการศึกษาตลาดอย่างเข้มข้นเพื่อให้รับทราบถึงความเป็นไปได้ในการควบซื้อบ่อน้ำร้อนธรรมชาติในเมืองฮ๊อทสปริงส์ มลรัฐอาคันซอร์ เพื่อนำมาพัฒนาสร้างบริษัทน้ำแร่บรรจุขวดสำหรับส่งให้กับโรงแรมในเครือเวสตินและสำหรับการบริการน้ำดื่มบนสายการบินของยูไนเต็ดอีกด้วย

  • ทำธุรกรรมเข้าร่วมในการขายและจัดการด้านการเงินของบริษัทโรงแรมเวสตินให้กับบริษัทอาโอกิ คอนสตรัคชั่น ประเทศญี่ปุ่น มูลค่า 1.53 พันล้านเหรียญสหรัฐ

  • ธุรกรรมขายโรงแรมมัวน่า คีย์ บีช มูลค่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับบริษัทรางรถไฟ เซบุ จำกัดประเทศญี่ปุ่น

  • ธุรกรรมขายโรงแรมพลาซ่าในนิวยอร์คมูลค่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับบริษัทร่วมทุนอาโอกิ และ โรเบิร์ท เอ็ม บาส โดย 1 ปีหลังจากนั้นได้มีการเจรจาและธุรกรรมการขายมูลค่า 407.5 ล้านเหรียญสหรัฐของโรงแรมพลาซ่าให้กับกลุ่มร่วมทุนของโดนัล ทรัมป์

  • ธุรกรรมการควบซื้อโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ที่เมืองฮิลตันเฮด มลรัฐเซาท์คาโรไลนา จากกลุ่ม พัฒนาเชียร์สัน เลย์แมน บราเธอร์ และการยุติและการชดเชยสัญญาการบริหารงานระยะยาว

  • ธุรกรรมการควบซื้อเพื่อเข้าร่วมทุนในโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เจ วิลลาร์ด แมริออท เลนนอกซ์แสควร์ เมืองแอตแลนตา และการยุติแลกรชดเชยสัญญาการบริหารงานระยะยาว มูลค่าธุรกรรม 90 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

การนัดหมาย การทำธุรกรรม และการลงทุนอื่น ๆ
ช่วงเวลาหลังจากการทำงานกับเครือเวสติน
ปี 2533-ปัจจุบัน

 

  • ได้ก่อตั้งโครงการพัฒนาหลักสำหรับพื้นที่บนเกาะพักผ่อนแบบบูติกเนื้อที่ 200 เอเคอร์บนเกาะซานฮวนแห่งรัฐวอร์ชิงตัน ที่ซึ่งรู้จักกันในปัจจุบันในชื่อว่า เกาะอัลเลน เพราะว่าถูกซื้อไปโดยนักธุรกิจและผู้ใจบุญ พอล จี อัลเลน ผู้ก่อตั้งไมโครซอร์ฟ โก๊ดได้รับงานในการพัฒนาแนวคิดและโครงการสำหรับรีสอร์ทบูติกระดับ 5 ดาวขนาด 250 ห้อง พร้อมด้วยสนามกอล์ฟที่เป็นสัญลักษณ์ 18 หลุม ให้กับบริษัท แบล๊กพ้อนท์พร๊อพเพอร์ตี้ บนพื้นที่ 250 เอเคอร์ ตั้งอยู่บนอ่าวเพลเซนต์ ที่มองออกไปเห็นคลองฮูด พื้นที่ป่าธรรมชาติที่เงียบสงบ ที่เป็นบริเวณพื้นที่ของ คาบสมุทรโอลิมปีกของรัฐวอชิงตัน

  • เป็นต้วแทนกลุ่มกิจการเอกชนในการเข้าซื้อทรัพย์สินขนาดใหญ่ภายในรีสอร์ทคาโบเดลโซลในคาโบซานลูคัส ประเทศเม็กซิโก ซึ่งโก๊ดได้ให้ความเห็นว่าเหมาะสำหรับการพัฒนาโครงการสโมสรบ้านพักส่วนตัว โดยโก๊ดให้บริการจัดวางแผนแนวคิดที่สมบูรณ์และรายละเอียดการสร้างห้องพักจำนวน 48 ห้อง ตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่ที่มีมุมมองของทะเลและสนามกอล์ฟรูปแบบสเปนพร้อมกับสนามหญ้าและสระว่ายน้ำ

  • ทำธุรกรรมควบซื้อบริษัทฟอร์มาจากบริษัทโรงแรมเวสตินในปี 2535 ธุรกรรมควบซื้อนี้ได้ถูกวางแผนการไว้ตั้งแต่การเริ่มก่อตั้งบริษัทโรงแรมนานาชาติเวสตินในปี 2483 ภายใต้การนำของโก๊ด บริษัทฟอร์มาได้ควบรวมกับกลุ่มออกแบบนานาชาติเบนท์  เซอเวอริ่ง แอนด์ แอสโซซิเอทซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมการโรงแรม ที่มีสำนักงานอยู่ที่ ซานฟรานซิสโก ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ ศรีลังกา กรุงเทพฯ โคเปนเฮเกน ลอนดอน และ ปารีส ในฐานะของผู้ก่อตั้งและผู้จัดการทั่วไปของบริษัทเบนท์ เซอเวอริ่ง แอนด์ แอสโซซิเอทซ์ (ซีแอทเทิล) โก๊ดได้รับผิดชอบและบริหารการออกแบบโครงการโรงแรมและรีสอร์ทขนาดใหญ่เป็นจำนวนหลายแห่ง  รวมทั้งโครงการโรงแรมระดับห้าดาวทั้งในสหรัฐอเมริกาและเม๊กซิโก รวมทั้งยังได้รับสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวจากรัฐบาลของคูเวตสำหรับการออกแบบและการตระเตรียมสำหรับอาคันตุกะสำคัญมากในสถานที่พระราชวัง Amiri Diwan ของกษัตริย์แห่งรัฐคูเวต

  • ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้จัดการ ประธาน และกรรมการบริหารของบริษัทจำกัดที่ให้บริการพัฒนาสถานที่ประชุมและสนามกอล์ฟบนที่ดินติดริมทะเลสาบขนาด 1,000 เอเคอร์ มูลค่า 350 ล้านเหรียญสหรัฐ โก๊ดได้รับผิดชอบบริหารนักออกแบบมืออาชีพทำงานเต็มเวลาจำนวนมากกว่า 200 คน สำหรับการออกแบบและสร้างแผนการพัฒนาและข้อกำหนดอย่างเต็มรูปแบบสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน ที่ประกอบไปด้วยโรงแรมระดับ 4 ดาวขนาด 500 ห้อง ห้องประชุมขนาด 70,000 ตร.ฟุต และสนามกอล์ฟขนาด 18 หลุม 2 สนาม โก๊ดยังได้ทำหน้าที่เจรจาเพื่อทำสัญญารับประกันราคาก่อสร้างสูงสุดกับบริษัทเทอเนอร์ คอนสตรัคชั่น นอกจากนั้นโก๊ดยังได้เจรจาการเช่าที่เป็นเวลา 99 ปี กับกลุ่มวิศวกรในกองทัพบกและรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

วัตถุประสงค์

ผมจำได้ว่าขณะที่อยู่ที่ซีแอตเทิลกำลังอ่านบทความต่างๆด้วยความสนใจอย่างมากเกี่ยวกับมุมมองของแปซิฟิกตะวันตกกล่าวอ้างว่าในศตวรรษที่ 21 นั้นจะเป็นศตวรรษของแปซิฟิก

ผมกระตือรือร้นที่จะให้ความสำคัญกับการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายเกี่ยวกับโอกาสของโรงแรมเวสตินในภูมิภาคเอเชีย ผมขับเคลื่อนด้วยความท้าทายที่จะเจรจาข้อตกลงด้านงานบริหารกับตัวแทนของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้งโรงแรมระดับชาติ ดุสิตธานี

การเดินทางไปฮ่องกงเพื่อทำงานกับครอบครัวก๊วก (Kuok Family) และการเปิดตัวของโรงแรมเกาลูน แชงกาลีลา ที่บริหารงานโดยเวสตินได้ทำให้ผมตื่นเต้นพอๆกัน อย่างไรก็ตาม ประสพการณ์เหล่านี้ได้เป็นเพียงอาหารเรียกน้ำย่อยสำหรับเมนูอาหารที่ศตวรรษของแปซิฟิกได้ให้สัญญาไว้กับผมเท่านั้น  เพราะหน้าที่ของผมคือการมุ่งเป้าที่เกาะแมนฮัตตันที่ซึ่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเวสติน

จนกระทั่งปัจจุบัน หลายปีผ่านไป amerthai ได้มอบโอกาสให้กับผมที่จะมาดื่มด่ำกับความเคลื่อนไหวตื่นตัวของเมืองในเอเชีย ผมรู้สึกว่ามันคือปริซีมของการทำงานช่วงสั้นๆที่ทำให้ผมได้กลับมาสะสางความกระหายอยากรู้และความสนใจของผมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แน่นอน โชคชะตาได้นำให้ผมได้พบกับคุณนครินทร์ พรหมตัน ผู้ซึ่งได้ชี้นำให้เห็นถึงโอกาสดังกล่าว มันคือศตวรรษของแปซิกฟิกของเขาที่ซึ่ง amerthai ได้อุทิศตนให้ ด้วยพรสวรรค์ของเขาและโอกาสร่วมกับระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยได้ก้าวเข้ามาใกล้ชิดมากขึ้น พวกเรามีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งที่จะทำให้ศตวรรษนี้เป็นศตวรรษแห่งแปซิฟิกที่ได้สัญญาไว้